Relax :: เหนื่อยนัก
พักสักนิด.. กิน'เกี๊ยวข้ามปี' โชคดีตลอดไป..
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 8 กุมภาพันธ์ 2548
22:20 น
เจี่ยวจือ หรือเกี๊ยวต้มจีน
เป็นอาหารท้องถิ่นจีนที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน ตลอดจนได้รับความนิยมมาอย่างไม่เสื่อมคลาย
จนกระทั่งมีคำกล่าวว่า ไม่มีอะไรอร่อยเท่าเจี่ยวจืออีกแล้ว
และในวันแรกของเทศกาลตรุษจีนของชาวจีนทางเหนือ อาหารชนิดนี้ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย
ทั้งยังได้รับเกียรติให้เป็นอาหารมื้อแรกของวันด้วย
ประเพณีการกินเจี่ยวจือในวันตรุษจีนเริ่มเป็นที่นิยมกันมาตั้งแต่ในสมัยราชวงศ์หมิง(ค.ศ.1368-1644)
โดยคนในครอบครัวจะต้องห่อเจี่ยวจือให้เสร็จก่อนเที่ยงคืนของวันสิ้นปี
รอจนยามที่เรียกว่า จื่อสือ ซึ่งเป็นเวลาประมาณ 23-24 นาฬิกาก็จะเริ่มรับประทานกัน
และเป็นเวลาเริ่มต้นวันใหม่ของปีใหม่พอดี การทานเจี่ยวจือจึงมีความหมายว่า
เปลี่ยนปีเชื่อมเวลา'เพราะคำเรียกอาหารชนิดนี้
เจี่ยว ก็ออกเสียงคล้าย "เจียว" ซึ่งมีความหมายว่าเชื่อมต่อกัน
และ"จื่อ" ก็คือ "จื่อสือ"นั่นเอง

เจี่ยวจือ หรือเกี๊ยวต้มจีน อาหารยอดนิยมอมตะนิรันตร์กาล
นนอกจากนั้น
การรับประทานอาหารชนิดนี้ยังมีความหมายสำคัญของการรวมตัวของคนในครอบครัวอีกด้วย
เมื่อแป้งที่ห่อไส้เรียกว่า "เหอเมี่ยน" พ้องเสียงกับคำว่า
"เหอ" ที่แปลว่าร่วมกัน และ "เจี่ยว" ก็ออกเสียงคล้ายกับคำ
ที่มีอีกความหมายว่า มีความสัมพันธ์ต่อกันด้วย
การรับประทานเจี่ยวจือในวันตรุษจีนยังมีตำนานและเรื่องเล่ามากมาย
ดังเช่นมีการกล่าวกันว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับหนี่ว์วา
ผู้สร้างมนุษย์ โดยเชื่อว่า ในระหว่างที่หนี่ว์วากำลังปั้นดินให้เป็นมนุษย์นั้น
เนื่องจากอากาศเย็นจึงทำให้ดินร่วนแตกง่าย เพื่อให้ส่วนที่ปั้นเป็นหูไม่หลุดออก
หนี่ว์วาจึงเจาะรูในหูและใช้เส้นด้าย("เสี้ยน")คล้องไว้
แล้วลอดออกมาทางปากของตุ๊กตาดิน ดังนั้น เพื่อเป็นการระลึกถึงบุญคุณของหนี่ว์วา
ชาวบ้านจึงปั้นเจี่ยวจือให้เป็นรูปหูคน ภายในบรรจุไส้("เสี้ยน")
แล้วนำมารับประทาน
นอกจากนั้น ก็มีเรื่องที่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงเล่าขานกันว่า
ในสมัยปลายของราชวงศ์ฮั่นตะวันออก(ค.ศ.22-220) ขณะที่จางจงจิ้ง
แพทย์หลวงที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นหมอเทวดากำลังเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิมที่เมืองหนันหยัง
มณฑลเหอหนัน หลังจากลาออกจากราชการ ระหว่างทางซึ่งบังเอิญเป็นวันเทศกาลสิ้นสุดฤดูหนาว(ตงจื้อ)
เขาได้พบกับชาวบ้านมากมายที่ต้องทนทุกข์กับความหนาวเหน็บจนหูทั้งสองข้างเลือดออก
และที่ป่วยกระทั่งเสียชีวิตไปก็มีไม่น้อย

กรรมวิธีการห่อเจี่ยวจือ ต้องแผ่แป้งให้บางเป็นรูปวงกลมแล้วจึงนำมาใส่ไส้ที่ผสมแล้ว
หมอเทวดาจางเห็นดังนั้น จึงตัดสินใจตั้งเพิงเพื่อรักษาผู้ป่วย
ทั้งยังตั้งเตาขนาดใหญ่เพื่อต้มเนื้อแพะปรุงพิเศษด้วยยาจีนที่มีฤทธิ์ร้อนและขับไล่ความหนาว
แล้วนำแป้งมาห่อเนื้อแพะเหล่านั้นเป็นรูปคล้ายหูคน เมื่อปรุงเสร็จแล้วก็นำไปแจกจ่ายให้กับผู้ยากไร้รับประทานกันตั้งแต่วันตงจื้อไปจนถึงวันตรุษจีน
อันเป็นระยะเวลาร่วม 1 เดือน ซึ่งสามารถบรรเทาอาการเจ็บป่วยให้กับคนยากคนจนได้มากมาย
ตั้งแต่นั้นมา คนในหมู่บ้านดังกล่าวและคนรุ่นหลังที่สำนึกในบุญคุณจึงจัดกิจกรรมดังกล่าวเรื่อยมา
และเรียกแป้งห่อเนื้อรูปหูว่า "เจี่ยวเอ่อร"์ และ
เจี่ยวจือ จนกลายเป็นประเพณีสืบทอดเรื่อยมา
การเป็นอาหารสำคัญที่ไม่อาจขาดได้ในวันตรุษจีน ยังมีเหตุผลมาจากรูปลักษณ์ของเจี่ยวจือ
ที่เป็นรูปทรงคล้ายเงินในสมัยโบราณ การรับประทานเจี่ยวจือ
จึงเหมือนการนำเงินทองเข้ามาสู่ตัว นอกจากนั้น
ไส้ในเจี่ยวจือก็ยังสะดวกต่อการบรรจุสิ่งที่เป็นมงคลลงไปให้เป็นความหวังต่อคนที่รับประทานด้วย
เช่น ลูกกวาด ถั่วลิสง พุทราแดง เม็ดเกาลัด เหรียญเงิน โดยคนที่กัดเจอลูกกวาด
ชีวิตในปีใหม่ก็จะยิ่งหอมหวาน ในขณะที่ถั่วลิสงมีความหมายว่าแข็งแรงและอายุยืนนาน
ส่วนพุทราแดงและเกาลัด ก็จะมีบุตรภายในปีนั้น และหากกัดเจอเหรียญเงินก็จะยิ่งร่ำรวยเงินทอง

เจี่ยวจือประยุกต์ มีสีสันดึงดูดใจผู้รับประทาน...
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเจี่ยวจือไม่ได้จำกัดวงแค่เป็นอาหารในช่วงเทศกาลตรุษจีนแล้วเท่านั้น
แต่ยังพัฒนาจนกลายเป็นอาหารหลักของชาวจีนทางเหนือ ดังที่เราจะสามารถสั่งเจี่ยวจือไส้ต่างๆ
ได้ตามร้านอาหารทั่วไปในปักกิ่ง เหลียวหนิง นอกจากนั้น ยังมีการประยุกต์ไส้ของมันให้มีความหลากหลายและราคาแพงขึ้นกว่าเดิมด้วย
เช่นไส้หูฉลาม เป๋าฮื้อ หรืออาหารพิสดารทั้งหลาย ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าของอาหาร
|