| สายดิน และ เครื่องตัดไฟฟ้ารั่ว

>> ประโยชน์ของสายดิน
ป้องกันไม่ให้มีผู้ถูกไฟฟ้าดูดกรณีมีกระแสไฟฟ้ารั่วจากเครื่องใช้ไฟฟ้า
เนื่องจากกระแสไฟฟ้ารั่ว จากเครื่องใช้ไฟฟ้า จะไหลลงดินทางสายดิน
โดยไม่ผ่านร่างกายผู้สัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น เป็นผลทำให้อุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
และ/หรือไฟฟ้ารั่ว จะตัดกระแสไฟฟ้าออกทันที
เครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภท เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
อุปกรณ์สื่อสารอาจทำงานได้ไม่สมบูรณ์ หรือชำรุดได้ง่ายหากไม่มีสายดิน
>> เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทใดบ้างที่ต้องมีสายดิน
เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทที่ต้องมีสายดิน
:
เครื่องใช้ไฟฟ้ารวมทั้งอุปกรณ์ติดตั้งทางไฟฟ้าที่มีโครงหรือเปลือกหุ้มเป็นโลหะ
ซึ่งบุคคลมีโอกาสสัมผัสได้ ต้องมีสายดิน เช่น ตู้เย็น,
เตารีด, เครื่องซักผ้า, หม้อหุงข้าว, เครื่องปรับอากาศ,
เตาไมโครเวฟ, กระทะไฟฟ้า, กระติกน้ำร้อน, เครื่องทำน้ำร้อนหรือน้ำอุ่น,
เครื่องปิ้งขนมปัง เป็นต้น เราเรียกครื่องใช้ฯ เหล่านี้ว่าเป็น
เครื่องใช้ไฟฟ้า ประเภท 1 
เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทที่ไม่ต้องมีสายดิน
:
เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท 2
ซึ่งมีสัญลักษณ์
หรือมีเครื่องหมาย
(ควรใช้ไขควงลองไฟทดสอบ ถ้ามีสัญลักษณ์ประเภท 2
แต่ยังมีไฟรั่วก็แสดงว่าผู้ผลิตนั้นผลิตไม่ได้มาตรฐาน
และจำเป็นต้องมีสายดิน) ตัวอย่างของเครื่องใชไฟฟ้า ประเภท
2 เช่น วิทยุ, โทรทัศน์, พัดลม เป็นต้น
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้กับแรงดันไฟฟ้าไม่เกิน
50 โวลต์ โดยต่อจากหม้อแปลงชนิดพิเศษที่ได้ออกแบบไว้เพื่อความปลอดภัย
เช่น เครื่องโกนหนวด, โทรศัพท์ เป็นต้น
>> สัญลักษณ์และสีของสายดิน
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีเครื่องหมาย
แสดงว่าต้องมีสายดิน โดยมักจะแสดงไว้ในตำแหน่งหรือจุดที่จะต้องต่อสายดิน
และ สีของสายไฟฟ้าเส้นที่แสดงว่าเป็นสายดิน คือ สีเขียว
หรือ สีเขียวสลับเหลือง
>> วิธีติดตั้งระบบสายดินที่ถูกต้อง
- จุดต่อลงดินของระบบไฟฟ้า (จุดต่อลงดินของเส้นศูนย์หรือนิวทรัล)
ต้องอยู่ด้านไฟเข้า ของเครื่องตัดวงจรตัวแรก ของตู้เมนสวิตช์
- ภายในอาคารหลังเดียวกันไม่ควรมีจุดต่อลงดินมากกว่า
1 จุด
- สายดินและสายเส้นศูนย์สามารถต่อร่วมกันได้เพียงแห่งเดียวที่จุดต่อลงดินภายในตู้เมนสวิตช์
ห้ามต่อร่วมกันในที่อื่น ๆ อีก เช่น ในแผงสวิตช์ย่อยจะต้องมีขั้วสายดินแยกจากขั้วต่อสายศูนย์
และห้ามต่อถึงกันโดยมีฉนวนคั่นระหว่างขั้วต่อสายเส้นศูนย์กับตัวตู้ซึ่งต่อกับขั้วต่อสายดิน
- ตู้เมนสวิตช์สำหรับห้องชุดของอาคารชุดและตู้แผงสวิตช์ประจำชั้นของอาคารชุดให้ถือว่าเป็นแผงสวิตช์ย่อย
ห้ามต่อสายเส้นศูนย์และสายดินร่วมกัน
- ไม่ควรต่อโครงโลหะของเครื่องใช้ไฟฟ้าลงดินโดยตรง
แต่ถ้าได้ดำเนินการไปแล้วให้แก้ไขโดยมีการต่อลงดินที่เมนสวิตย์อย่างถูกต้องแล้วเดินสายดินจากเมนสวิตช์มาต่อร่วมกับสายดินที่ใช้อยู่เดิม
- ไม่ควรใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ชนิด 120/240 V กับระบบไฟ
220 V เพราะพิกัด IC จะลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง
- การติดตั้งเครื่องตัดไฟรั่ว จะเสริมการป้องกันให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
เช่น กรณีที่มักจะมีน้ำท่วมขัง หรือกรณีสายดินขาด เป็นต้น
และจุดต่อลงดินต้องอยู่ด้านไฟเข้าของเครื่องตัดไฟรั่วเสมอ
- ถ้าตู้เมนสวิตช์ไม่มีขั้วต่อสายดินและขั้วต่อสายเส้นศูนย์แยกออกจากกัน
เครื่องตัดไฟรั่วจะต่อใช้ได้เฉพาะวงจรย่อยเท่านั้น จะใช้ตัวเดียวป้องกันทั้งระบบไม่ได้
- วงจรสายดินที่ถูกต้องในสภาวะปกติจะต้องไม่มีกระแสไฟฟ้าไหล
- ถ้าเดินสายไฟในท่อโลหะ จะต้องเดินสายดินในท่อโลหะนั้นด้วย
- ดวงโคมไฟฟ้าและอุปกรณ์ติดตั้งที่เป็นโลหะควรต่อลงดิน
มิฉะนั้นต้องอยู่เกินระยะที่บุคคลทั่วไปสัมผัสไม่ถึง
(สูง 2.40 เมตร หรือห่าง 1.50 เมตร ในแนวราบ)
- ขนาดและชนิดของอุปกรณ์ระบบสายดินต้องเป็นไปตามมาตรฐานกฎการเดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง
>> ผังแสดงการต่อลงดินและการต่อสายดินของอุปกรณ์ไฟฟ้า
1 = Protective conductor (P.E.) หรือ equipment grounding
conductor (EGC) สายดินอุปกรณ์ ไฟฟ้า
2 = main equipotential bonding conductor (สายต่อฝากหลักหรือสายต่อประสานหลัก)
3 = earthing conductor, grounding electrode conductor
(สายต่อหลักดิน)
4 = supplementary equipotential bonding conductors,
bonding jumper (สายต่อฝาก หรือสายต่อประสาน)
B = main earthing terminal, main earthing bar, ground
bus (ขั้วต่อลงดินหลัก)
M = exposed-conductive-part (โลหะเปลือกนอกของเครื่องใช้ไฟฟ้า)
C = extraneous-conductive-part (ตัวนำหรือโลหะส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้า)
P = main metallic water pipe (ท่อน้ำโลหะ)
T = earth electrode (หลักดิน)
อ่านต่อ >>
|