2.2 ผลเสียของการที่แรงบิดเริ่มสตาร์ตลดลง
ผลดีที่เห็นได้ชัดคือ ระบบจะสตาร์ตได้อย่างนิ่มนวลขึ้นซึ่งจะส่งผลดีตามมาในอีก
2 ทางคือ
2.2.1 ทำให้ออกตัวช้าลง หรือบางกรณีอาจถึงกับออกตัวไม่ไหว
ตามที่ได้อธิบายไว้ด้วยสมการที่ 4 แล้วว่าการใช้ Soft
Starter จะทำให้ระยะเวลาในการสตาร์ตนานขึ้น เพราะเมื่อ
Tm ลดลง แรงบิดลัพธ์ที่จะไปขับ ให้มอเตอร์ออกตัวก็จะน้อยลง
ทำให้ระยะเวลาในการออกตัวนานขึ้น และ จะเป็นปัญหามากขึ้น
ในกรณีที่โหลด มีค่าโมเมนต์ความเฉื่อย (J) สูง ๆ เช่น
โหลดที่เป็น Blower, Centrifuge หรือพวก Mill ซึ่งผู้เขียนเคยเจอกับตัวเอง
ในกรณีของโหลด Blower ที่มีค่า J สูงมาก ในกรณีนั้นเป็น
Blower ด้าน Suction ที่ใช้ดูดลมออกจาก Boiler เป็น
Blower ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.8 เมตร ผู้เขียนพบว่าถ้าตั้งค่าแรงดันเริ่มสตาร์ตน้อยไป
มอเตอร์จะไม่ ออกตัวเลย ต้องตั้งมากถึงระดับหนึ่งจึงจะออกตัวได้
แต่ความเร็วจะเพิ่มขึ้นได้อย่างช้า ๆเพราะโหลดมีความเฉื่อยมาก
ในกรณีของ Blower ตัวนี้ต้องใช้เวลาถึงเกือบ 4 นาที
ความเร็วลมจึงจะเข้าสู่ความเร็วพิกัดของมอเตอร์
สำหรับโหลดบางประเภท เช่น เครื่องโม่หิน
สายพานลำเลียงหิน คอมเพรสเซอร์ โหลดพวกนี้ โมเมนต์ความเฉื่อย
ไม่สูง แต่ต้องการแรงบิดเริ่มสตาร์ตสูง การใช้ Soft
Starter อาจมีผลทำให้ขับโหลดไม่ไหว ถ้าแรงดันเริ่มสตาร์ต
มีค่าต่ำจนมอเตอร์ไม่สามารถสร้างแรงบิด Tm มาชนะ TL
ได้ มอเตอร์ก็จะไม่สามารถเริ่มหมุนได้ การสตาร์ตโหลด
ประเภทนี้จึงต้องตั้งแรงดันให้สูงพอสมควร จนบางครั้งอาจต้องตั้งถึง
70-80 % จึงจะสตาร์ตไหว แต่ถ้ามาคิดดูว่า ถ้าหากต้องตั้งแรงดันเริ่มสตาร์ตสูงขนาดนั้น
ความเป็น Soft Start ก็คงไม่เหลือแล้ว สู้ไม่ใช้เสียเลยจะดีกว่า
ในปัจจุบันได้มีผู้ผลิตบางรายแก้ปัญหาแรงบิดเริ่มสตาร์ตสูง
ๆ ด้วยการออกแบบฟังก์ชันการสตาร์ตที่เรียกว่า Torque
Control กล่าวคือ เครื่องจะตรวจสอบเอาว่าสตาร์ตไหวหรือไม่
ถ้าไม่ เครื่องก็จะเพิ่มขนาดแรงดันหรือกระแส (ขึ้นอยู่กับว่าเป็น
Voltage Control หรือ Current Control) จนกระทั่งออกตัวไหว
หลังจากนั้น ก็จะรักษาระดับแรงดัน หรือ กระแสที่สามารถสร้างแรงบิดให้มอเตอร์สามารถเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อย
ๆ จนถึงความเร็วพิกัด ปัญหาเรื่องการ ออกตัวไม่ไหว หรือใช้เวลานานเกินไปก็จะทุเลาลง
2.2.2 ดึงกระแสสูงกว่าพิกัดยาวนานกว่าที่ควร
ถ้าโหลดมี J มาก
ข้อเสียนี้ต่อเนื่องมากจากข้อเสียข้างต้น
เพราะในกรณีที่โหลดมีค่าโมเมนต์ความเฉื่อยมาก ๆ การลดแรงบิดเริ่มสตาร์ต
จะทำให้การดึงกระแสที่สูงกว่าพิกัดยาวนานกว่าที่ควร
ถึงแม้กระแสนั้นจะมีค่าต่ำกว่ากรณีสตาร์ตแบบ Direct
on Line และ Star-Delta ก็ตาม แต่การดึงกระแสสูงกว่าพิกัดยาวนานผิดปกติ
จะทำให้เกิดปัญหาที่สำคัญคือ ปัญหาความร้อน สะสมทั้งที่ตัวมอเตอร์และที่
Soft Starter ตามมา ปัญหาดังกล่าวรู้จักกันในรูปของค่าจำกัด
I2t
จะขอยกตัวอย่างกรณีจริงที่ผู้เขียนพบมาตามที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น
มอเตอร์ 4 Pole, 400 kW, 1488 RPM กระแสพิกัด
690 A Starting Control กรณี Direct on Line 6.5 เท่า
ของกระแส พิกัดโหลดคือ Blower ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ
1.8 เมตร ของเดิมใช้การสตาร์ตแบบสตาร์-เดลต้า โดยมีระยะ
เวลาสตาร์ตประมาณ 3-4 นาที ปัญหาที่ผ่านมาคือ Magnetic
Contractor พังบ่อยมาก ทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการซ่อม
สูงมาก เพราะเป็นตัวใหญ่ ทำให้ราคาสูงมาก จึงคิดเปลี่ยนมาใช้
Soft Starter แต่เนื่องจากผู้ใช้ไม่ได้คำนึงถึงค่า J
จึงทำเรื่องขอซื้อ Soft Starter ขนาด 400 kW มายังผู้เขียนหลังจากติดตั้ง
พบว่าไม่สามารถสตาร์ตมอเตอร์ตัวนี้ให้เข้าสู่ ความเร็วพิกัดได้
แต่จะ Trip ด้วยฟังก์ชัน I2t เสมอ ไม่ว่าจะตั้งค่า Current
Limit ไว้ที่เท่าใดก็ตาม เมื่อพิจารณาดู ก็พบว่าลักษณะของโหลดทำให้การเพิ่มของความเร็วเป็นไปอย่างช้า
ๆ ส่งผลให้มอเตอร์ต้องดึงกระแสสูงต่อเนื่อง ยาวนาน เพราะแม้สตาร์ตแบบสตาร์-เดลต้า
จึงจะดึงกระแสประมาณ 3-4 เท่า ยังต้องใช้เวลายาวนานถึง
3-4 นาที เมื่อเราเปลี่ยนมาใช้ Soft Starter แล้วตั้ง
Limit ไว้ที่ 300 % Soft Starter ก็จะต้องรับประแส 300
% ได้เป็นระยะเวลา อย่างน้อย 4 นาที เช่นเดียวกัน แต่เมื่อไปตรวจสอบ
Spec ระยะเวลาการรับกระแส Over Load ของ Soft Starter
ดังแสดงในตารางที่ 4 พบว่า Soft Starter จะสามารถรับกระแสขนาด
300 % ของกระแสพิกัดของตัวเอง ได้เป็นเวลา เพียง 60
วินาที กรณีสตาร์ตจากสภาพอุณหภูมิปกติไม่มีความร้อนสะสม
(Cold Start) เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นที่แน่นอนว่า ถ้าตั้ง
Limit ไว้ที่ 300 % จะไม่มีทางสตาร์ตผ่านแน่ ๆ เพราะโหลดต้องการระยะเวลาสตาร์ตถึงเกือบ
4 นาที แต่ถ้าทดลองลด I Limit ลงเหลือ 200 % ก็จะพบว่าเกิด
Trip I2t เช่นเดิมเพราะว่าที่กระแส 200 % แรงบิดย่อมลดลง
ดังนั้นแทนที่จะใช้เวลาสตาร์ต 4 นาที อาจต้องใช้ถึง
10 นาที แต่ไทริสเตอร์ของ Soft Starter รับกระแส 200
% ได้เพียง 200 วินาที กรณี Cold Start และ 100 วินาที
Hot Start เป็นอันว่า Soft Starter ขนาด 400 kW ไม่สามารถ
สตาร์ตมอเตอร์ขนาด 400 kW ได้
แล้วจะใช้ Soft Starter ขนาดเท่าใดดี
สมมติว่า Limit กระแสไว้ที่ 4 เท่าของกระแสพิกัดมอเตอร์เพื่อให้สตาร์ตได้ในเวลา
3 นาที
จะได้ว่ากระแสสตาร์ตเท่ากับ 690 x 4 = 2760 A
ดังนั้นต้องเลือก Soft Starter ที่สามารถทนกระแส 2760
A ได้ อย่างน้อย 3 นาที หรือ 180 วินาที
จากตารางที่ 4 พบว่าถ้ากระแส 200 % จะทนได้
200 วินาทีหรือ 3 นาทีกับ 20 วินาที ดังนั้นเราจึงเลือก
Soft Starter ที่มีกระแส 200 % เท่ากับ 2760 A หรือ
100 % เท่ากับ 1380 A